Fic Please love me my bodyguard part 24
Part 24
การซื้อของอย่างบ้ารำห่าผ่านไป จนแล้วจนรอดก็อยู่ในกำหนดเวลาไม่ขาดไม่เกิน สองชั่วโมงพอดิบพอดี จึงได้ฤกษ์ขนทีมงานกันกลับห้องเสียที ตอนนี้ไม่ว่าตัวเล็กตัวโต หรือจะตัวบางตัวใหญ่ ก็ต้องหอบหิ้วของพะรุงพะรังกันคนละไม้ละมือบ้างก็สองถุงสามถุง อย่างไม่ต้องสงสัย
“โอย ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย..ว่าจะซื้ออะไรเยอะแยะขนาดนี้น่ะ”แอนดี้บ่นกระปอดกระแปดลากทั้งขา เเละทั้งถุงขึ้นมายันชั้นบนสุดของตัวตึกซึ่งไม่มีลิฟมาบริการซักนิด
“จะบ่นทำไมไอเตี้ย ตอนซื้อน่ะหยิบเอาๆ จะโน่นนี่นี่นั้น เเต่พอให้ถือล่ะทำเสียงดัง”นี่เป็นหนึ่งในน้อยครั้งที่ เฮซองจะแอบดุน้องชายตัวเอง เนื่องด้วยความหมั่นไส้น้องเล็กอย่างเป็นกำลัง ใครๆก็เห็นว่าแอนดี้น่ะตัวเล็ก น่ารัก ถุงในมือนั้นก็เบากว่าของเขาตั้งเยอะยังจะทำบ่นอีก
“แหม่ ก็นะ พี่ซองกี้อะ ผมไม่บ่นก็ได้เดี๋ยวพี่ให้ของขวัญผมพรุ่งนี้”คนตัวเล็กทำท่าฮึดขึ้นมาทันทีอย่างไม่ต้องมีแรงกระตุ้นก็กระตุ้นมันเองนี่ล่ะ
“โห น้องฉันทำดีหวังผลล้านเปอร์เซ็นต์ ต่อหน้าต่อตาเลยนะเนี่ย เเล้วถ้าบ้านไฟไหม้ มันไม่เอาเอกสารมอบทรัพย์สมบัติให้ตัวมัน ให้กรูเซนต์ หรือเปล่าเนี่ย”คนหน้าสวยแอบบ่นไปด้วยในขณะที่ตัวเองต้องแบกเอาถุงเจ้ากรรมที่เต็มไปด้วยสายรุ้งขึ้นห้อง เช่นเดียวกับชายอีกสองคนที่เดินตามกันมาอย่างเงียบๆ นานๆทีจะได้เห็นพี่ชายเขาหยอกน้องเเรงๆเเบบนี้นะเนี่ย
“พี่..บ้านเรามีสมบัติอะไรมาก..ไม่เอาหรอก ผมให้พี่เลี้ยงผมไปอย่างงี้เเหละดีเเล้ว ถึงไฟไหม้พี่ก็ไปกับผมด้วยนะ พี่ซองกี้จ๋า..”แอนดี้ลอยหน้าลอยตาพูดอย่างสบายใจเฉิบ ยิ่งทำเอาคนสวยอยากเอาหัวโขกกับราวบันไดหินอ่อนสีชมพูสวยนี้เเรงๆเหลือเกิน น้องฉันไม่ค่อยเลยจริงๆ
“เเล้วนี่ จะสูงไปไหนเนี่ย ฉันล่ะอยากเห็นหน้าเจ้าของตึกมันจริงๆเลย ทำไมไม่สร้างลิฟฟระเนี่ย!!!”เฮซองเองก็เหนื่อยมากเเล้ว แม้ว่าขอในมือจะไม่หนักเท่าต้นคริสต์มาสเเละถุงอาหารที่ชายสองคนนั้นถือมาก็ตามที หากก็อดไม่ได้ที่จะโวยวาย
“ก็ลิฟมันไม่เข้ากับตึก ตึกนี่มันสไตล์เก่า สร้างลิฟทีคงหมดราคา พ่อฉันเขาว่าอย่างนั้นน่ะ”เอริคที่เดินเงียบๆมานานตอบขึ้นอย่างเรียบเฉยหากเรียกสายตาสองคู่ที่เดินนำหน้าได้เป็นอย่างดี
“หา!! ว่าไงนะ..นายบอกว่าพ่อนายหรอ”เฮซองเป็นคนเลือกที่ฝ่ายถาม เอง
“ก็พวกนายไม่เคยถาม ไอ้ตึกก่อนหน้านี้ก็ใช่ ไม่งั้น มันไม่เงินมาใช้ขนาดนี้หรอก”คราวนี้จอนจินเป็นฝ่ายตอบเเทนเล่นเอาคนตัวบางตาโต..ในขณะที่น้องชายตัวเล็กของเข้าใบ้รับประทานไปแล้ว ในหัวน่ะคิดเเต่เรื่อง...
โอ..ตึกนี้ของเอริค...โอ...ถ้าทางจะแพง ไม่ซิ โคตรแพงแน่นอน แถมมีคนเช่าเต็มทุกห้องเลยด้วย เเต่ละคนดูมีเงินทั้งนั้น โอวว เงิน!! หน่วย..สิบ..ร้อย..พัน..หมื่น..แสน..ล้าน..เเละที่มากกว่านั้น.. ว้าว...ถ้าได้เป็นคนรักมีหวังรวยไปทั้งชาติเป็นหนูตกถังข้าวสารชัวร์ๆ แถมเขาก็หน้าตาดีดูมีชาติตระกูล แต่งตัวก็มีรสนิยม เรื่องศิลปะป้องกันตัวก็ไม่ต้องพูดถึง..เป็นเลิศ
หันไปดูเขาย้อนมองดูตัวเรา เงิน..อย่าว่าเเต่ร้อยวอนเลย ชั่วโมงนี้สิบวอนถึงไหมเนี่ย เรื่องหน้าตาหรอ..ก็พอไปวัดได้ผีไม่หลอกล่ะน่า.. มาที่ชาติตระกูล โอย...เเค่มีคนจำชื่อได้ก็บุญเเค่ไหนเเล้ว อย่าไปหวังเรื่องนามสกุลให้เสียเรื่อง แต่งตัวล่ะ...เอ่อ..เสื้อแบกะดินสุดๆ...กางเกงเอ้าท์เล็ท..อีกต่างหาก ไอ้ของมียี่ห้อเนี่ย เพิ่งเคยได้สัมผัสเพราะเงินของรัฐเชียวนะ.. สุดท้ายศิลปะป้องกันตัว เหอะ..ไม่เอากระบองฟาดหัวตัวเองได้จะดีมาก..
สรุป กรูมีอะไรดีกับเขาบ้าง เป็นเเค่พุดเดิ้ล ริอ่านจะไปเห่ายานอวกาศ..ฝันสูงไปไหมแอนดี้... นี่ถ้าเป็นฟุตบอลนะ โดนถล่ม สี่ประตูต่อ ศูนย์ หลุดลุ่ยเห็นๆ..เฮ้อ!!! เอาว่ะ..อย่างน้อย กรูก็แบ๊วว้อยยย!!!!
คิดให้กำลังใจตัวเองได้ดังนั้น ก็ยิ้มในหน้าขึ้นมาได้อีกครั้งแม้เหตุผลมันจะฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่เเต่เพียงเท่านี้แอนดี้เองก็มีความสุขได้..และแม้เขาจะไม่ได้ชอบเรา แอนดี้ก็ยังเป็นสุขได้เช่นกัน หากเพียงเขาคนนั้น หยิบยื่นความห่วงใยเล็กน้อยมาให้อย่างที่เขาทำประจำ...
กว่าจะลากสังขาร มาถึงชั้นเจ็ดเเบบเงียบๆ ไม่กล้าว่าพาดพิงใครเขาอีก เพราะเนื่องจากรู้ตัวเจ้าของเขาเเล้ว เดี๋ยวเขาเตะโด่งออกไปไร้ที่ซุกหัวนอนล่ะก็แย่น่าดู แถมตอนนี้บ้านที่อยู่ก็เละไปซะแล้วเอาว่ะทนๆเอาหน่อย
เหล่ากรรมกรทั้งหายพอมือถึงห้องก็เกิดอาการง่อยเปลี้ยเสียขาขึ้นมาทันที มือไม้พลันจะหมดแรงวางของลงกับพื้นเเรงๆอย่างลืมตัวก่อนที่สองพี่น้องจะรีบคว้าขึ้นมาใหม่อีกครั้ง...
“พี่ซองกี้เดี๋ยว เจ้าของบ้านเขาเก็บเงินเรานะ ทำพื้นของเขาเป็นรอยอะพี่”นั้นยังไม่เลิกมาอยู่ด้วยกัน เจอไอ้จียง เอ็มไม่นานเชื้อตลกมันเเตกซ่านเข้าไปในตัวคนน่ารักเเล้วหรือไง
“เออเนอะ เดี๋ยวไม่มีเงินใช้เขาอีก ไป..เราเอาไปวางที่อื่นดีกว่า”นี่ก็รับมุกกันดีเหลือเกินช่วยกันร่วมเเรงร่วมใจทำเอาคนมองที่เหลือได้เเต่ลอบยิ้มด้วยความชอบใจ
ขนของตามพ่อเจ้าความคิดทั้งสองไปอย่างไม่มีปากเสียง มีเเต่รอยยิ้มที่เต็มปากอยู่อย่างนี้เเหละดีที่สุดเเล้ว
เเล้วมหกรรมการชำแหละของที่น่าสนุกสนานก็เกิดขึ้นเป็นลำดับต่อไป พวกคนที่เเรงเยอะนั้น มีหน้าที่ใช้เเรงงานให้สมตัวโดยการนั่งประกอบเจ้าต้นไม้เทียมโดยมีคนหน้าสวยยืนสั่งอยู่ไม่ห่าง ในขณะที่เเอนดี้เองก็เเกะเอาสายรุ้งที่ซื้อมาออกจากถุงเเล้วก็เอาไปกองรวมๆกับกระพรวน นางฟ้า คทา ไม้เท้าเล็ก ซานต้าตัวน้อย เเละสำลีเทียมอีกมุมหนึ่ง จนเมื่อเจ้าต้นคริสต์มาสสูงเทียมเพดานนั้นตั้งตรง เเละเเข็งเเรงดีเเล้วการตกแต่งก็ตามมาติดๆ
จะว่าสนุกก็คงไม่เชิงจะว่าวุ่นวายก็ไม่ใช่ เเต่เสียงเอะมะเทิ่งนั้น ไม่พ้นจากคนสี่คนนี้เเน่ๆ เนื่องจากเฮซองอยากติดลุงซานต้าเข้าไปตรงมุมหนึ่ง หากเเอนดี้เลือกที่จะติดกระพรวน เเละจอนจินอยากติดคทาแทน สงครามน้ำลายจึงประทุขึ้นทันที โดยหารู้ไม่คนที่ยืนเงียบๆอยู่นั้น ชิงเอานางฟ้าน่ารักตัวเล็กเเขวน ก่อนเดินจากไปเงียบๆไม่ต่างจากตอนมาเลย..ทำเอาคนที่ยืนทะเลาะกันเสียนายต้องทำหน้าเซ็งในอารมณ์
กว่าจะเสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้เล่นเอาเหนื่อยกันเเทบขาดใจ เเต่เมื่อถึงเวลาที่
ได้มองผลงานที่ช่วยกันตกเเต่งอยากเต็มตาเเล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ เเม้จะเคยเห็นต้นไม้ที่ตกเเต่งสวยงามตามห้างสรรพสินค้ามามากมาย สวยกว่าต้นนี้หลายต่อหลายเท่า แต่มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเเบบนี้เลย ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อยามมอง..ต่างเหลือเกิน ต้นไม้ที่ใจเเต่ง กับต้นไม้ที่ใช้สมองเเต่ง... อดไม่ได้เยที่จะภูมิใจในสิ่งที่ทำเองกับมือ นี่คงจะสวยที่สุดที่เคยเห็นมาเลยก็ได้...
“เป็นอะไรทำไมทำหน้างั้นล่ะ..”จอนจินที่ยืนด้สนข้างคนหน้าสวยถามขึ้นเบาๆ ด้วยสายตาเป็นประกาย รู้อยู่หรอก ว่าเพราะอะไร
“เงือก!! ฉันจะทำหน้าอย่างไรก็เรื่องของฉัน เงือกจริงๆ”เฮซองหันมาค้อนควับก่อนสะบัดหน้า เดินเข้าครัวไปทันที
“แหม..ฉันเป็นกับนายเเค่คนเดียวเท่านั้นเเหละ..” ...มีหรืออีกคนจะไม่ตามไปน่ะ
“สวยเนอะ...”แอนดี้หันไปพูดกับอีกคนทียืนมองตินไม้ต้นเดียวกัน...
“ใช่..ทำเองนี่...เดี๋ยวพรุ่งนี้ ในฐานะที่อายุน้อบสุดเเละตัวเล็กสุด นายต้องตะกายขึ้นไปเอาดาวไปติดรู้ไหม”เอริคพูดเนิบๆ หยิบเอาดาวดวงใหญ่ในมือมาโบกให้คนตัวเล็กดู
“โอเค เเต่พี่ต้องเอาบันไดมาต่อให้ผมนะ มันไม่ถึง..”นั้นเเล้วเเอนดี้ก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ไป
“ได้..เดี๋ยวจัดให้”คนตัวโตอีกคนจึงรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ..
ทั้งคู่จึงหันกลับมามองยังต้นไม้ประดับที่วางตะหง่ายกลางห้องอีกครั้ง ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของแอนดี้นี้เป็นครั้งเเรกที่ได้จัดงานคริสต์มาสนี้ด้วยตนเอง..ทั้งตื่นเต้นเเละดีใจ..ส่วนในชีวิตของเอริค ถึงจะผ่านวันแบบนี้มาก็มาก จนรู้สึกเฉยชาไปกับมัน แต่ในปีนี้ ทำไมมันถึงรู้สึกดีไม่เหมือนกับปีก่อนๆเลย...และแม้มันจะมีความเเตกต่างที่เกิดขึ้นในใจของคนสองคนเเต่สิ่งที่เดียวทั้งคู่มีไม่ต่างกัน ณ วันนี้ เห็นจะเป็นความสุขเสียกระมัง
***************************************************************************************
วันที่ตั้งตารอคอยก็มาถึงในที่สุด วันเเห่งความสุขของชาวคริสต์ วันสำคัญที่พระผู้ไถ่ได้บังเกิดลงมาบนโลกมนุษย์จากครรภ์ หญิงสาวผู้ได้พรจากพระเป็นเจ้า หญิงพรหมจารีพระนางมารีอา มารดาแห่งคริสต์ศาสนิกชน..
ปุยสีขาวมากมายจึงพากันแสดงความปิติ พร้อมใจกันโปรยปรายลงมาราวหยดน้ำฝน หากความเบาบางเหมือนเม็ดนุ่นสีขาวที่เย็นชื่นใจ เจ้าละอองสีขาวค่อยๆทิ้งตัวลงจากฟากฟ้าตามแรงโน้มถ่วงของโลกที่เป็นไป ปกคลุมให้เมืองทั้งเมืองนั้นเต็มไปด้วยสีขาวสะอาดตา
“เฮ้อ...หิมะตกเสียที...ปีนี้ตกช้าจน นึกว่าจะไม่ตกเเล้วนะเนี่ย”เด็กหนุ่มที่นั่งมองสิ่งต่างๆอยู่ภายในห้องที่ให้ความอบอุ่นนี้พูดขึ้นอย่างชอบใจ พลางดูโทรทัศน์เครื่องโต เพื่อรอเวลา
เนื่องจากอาการตื่นเต้นเเละมีความสุขมันปลุกให้คนตัวเล็กตื่นขึ้นมาเเต่เช้ามืด เเม้จะรู้ว่าพี่ชายเเละคนอื่นๆ ได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมหมดเเล้ว เเต่กระนั้นก็ยังไม่หายอยู่ดี
ทำเอาคนอื่นต้องตื่นมาเป็นเพื่นอเล่นเจ้าตัวแสบนี้ด้วย หากคนๆนั้นคงหนีไม่พ้น...เฮซอง(อันเเน่ ลุ้นว่าเป็นเอริคล่ะซิ : คนเเต่ง) ก็เมื่อคืนนี้ เจ้าสองคนนั้นน่ะ อยู่ดีๆก็ออกไปไหนก็ไม่รู้ เเถมมีการติดระบบล๊อคที่ประตูกันคนข้างในออกเเละกันคนจากด้านนอกเข้าไปด้วย..กว่าจะกลับมาอีกทีก็ปาไปตีสามตี่สี ถ้าได้ยินไม่ผิดเห็นว่าจะไปบ้านของจอนจินหรืออย่างไรก็ไม่แน่ใจ เลยยังหลับเป็นตายไม่ยอมตื่นกันทั้งคู่
“เตี้ย...นาย...คิดยังไงบ้าง...กับวันนี้”เฮซองถามน้องออกมาเบาๆ เขาเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยกับช่วงชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้อยู่ฉลองกับน้องชายในวันสำคัญอย่างนี้เลยซักครั้ง กลับต้องให้คนอื่นมาเป็นคนทำแทนเสียนี่
“ดีที่สุดเลยพี่....”แอนดี้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงจับใจ เเต่คนฟังถึงกับสะอึกขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่เห็นน้องรักมีความสุข เเต่นั้นก็ยิ่งตอกย้ำเรื่องที่เขาเป็นพี่ชายที่เเย่มากสำหรับน้อง
“ผมดีใจมากเลยที่ปีนี้พี่ไม่ต้องไปทำงานเหนื่อย เหมือนทุกปี เป็นปีที่พี่จะได้พักอยู่บ้านฉลองกับผม ผมดีใจมากเลยรู้ไหม”คนตัวเล็กหันไปมองหน้าพี่ชายที่เขาเเสนรักอย่างเต็มตา ระบายยิ้มอย่างกว้างเเละจริงใจส่งไปให้ บ่งบอกว่าคิดอย่างที่ตนพูดไม่มีบิดเบือน
นั้นก็มากพอสำหรับคนเป็นพี่...เเค่คำพูดนี้ก็มากพอที่จะทำให้คนที่นั่งเอาเเขน เท้ากับเข่าของตนนั้นชื่นใจ..เเล้วอย่างนี้ไม่ให้รักน้องแล้วจะไปรักใคร...
“พี่ก็ดีใจเหมือนกัน..ที่ปีนี้ได้อยู่กับนาย..”มือบางวางลงบนกลุ่มผมนุ่มนั้นก่อนจะลูบเบาๆอย่างรักใคร่เเละเอ็นดูไม่เป็นอื่น นานๆทีพี่น้องจะได้มีเวลามากพอจะถามไถ่ความรู้สึก เเละสารทุกข์สุขดิบเสียทีนะ...
เเกร๊ก...!! เสียงประตูใหญ่ด้านนอกถูกเปิดขึ้นทำเอาสองพี่น้องที่นั่งอยู่ได้กันหันควับไปมองเเทบจะทันที หากผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่นั้นไม่ใช่อื่นไกล แต่เป็นแขกที่เต็มใจถูกรับเชิญทั้งสองคนนั้นเอง...
“สวัสดีคร้าบบบบบ...พี่เฮซอง...ดีดี้..”คนตัวบางร่างน้อย ก้าวกระโดดเข้ามาในห้องก่อนใครเพื่อน เข้าประชิดตัวคนตัวเล็กเเละอีกคนที่นั่งหน้างามอยู่เเล้ว
“อ้าว..ทำไมมาเเต่หัววันล่ะเนี่ย นายน่ะ”แอนดี้หันไปถามเพื่อนใหม่สดๆร้อนๆของตน
“ก็มันตื่นเต้น นานๆที่ท่านหัวหน้าเขาจะจัดงานซักที เลยอยากมาเเจม..อย่างเเรง..น่ะ เทมป์ นาย..เอาเค้กไปเก็บรึยัง เอาไปเก็บเเล้วมานั่งนี่นะ..”จียงหันมาตอบก่อนจะรีบบอกให้คนที่มาพร้อมกันเอาของที่เจ้าบ้านตัวจริงฝากซื้อไว้ไปเก็บให้เรียบร้อย ซึ่งคนโดนสั่งนั้นทำตามอย่างว่าง่าย เเละตอบรับกลับมาเพียงเเค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น ไม่นานมากก็กลับมานั่งรวมตัวกันเป็นสี่คน
“ลืมเลย เมื่อวาน..เทมป์ไปทำเรื่องบ้านมาให้เเล้วนะ ทางตำรวจเขาบอกว่าเดี๋ยวก็เรียบร้อยไม่ต้องห่วงนะ..”เจ้าตัวยุ่งพูดบอกให้คนที่รับข่าวสารทั้งสองฟัง ซึ่งนั้นก็ทำให้รู้สึกโล่งใจเหลือเกิน
“ขอบใจมากนะ เทมป์ที่เป็นธุระให้ พวกฉันได้เเต่นั่งนอนอยู่เฉย ตลอดเลย”เฮซองเเสดงความขอคุณจากใจจริงทำเอาคนอายุน้อยกว่ารับเเทบไม่ทัน
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงซะตอนนี้ก็เหมือนครอบครัวเดียวกันเเล้ว”ไม่ว่ากี่ครั้งฟังคำนี้ก็ชื่นใจ ครอบครัว..
หลังจากนั้นทั้งสี่คนจึงได้นั่งคุยกันไปมาเพื่อฆ่าเวลาไปเรื่อยๆจนเจ้าของบ้านอีกสองคนตื่นมา ทันได้ทานอาการมื้อกลางวันด้วยกันต่อ เเล้วจึงช่วยกันเตรียมของที่จะต้องใช้ทำอาหาร เเละอื่นๆอีกมากมาย
จนเเล้วจนรอดเเขกสองคนสุดท้ายที่อยู่ในรายชื่อผู้ร่วมขบวนการอย่างมินวูเเละดองวานก็มาทันเวลาพอดี จึงโดนเเซวอีกเล็กน้อยไปตามระเบียบ ว่าไม่รู้แอบไปสวีทกินข้าวดูหนังที่ไหนกันมา ถึงได้มาช้าเสียขนาดนี้ คนอื่นมาเเต่วัน เเต่เพื่อนๆกันนี่มาเสียสายโด่ง หากคนที่มาช้าก็ไม่ได้มามือเปล่าเสียเมื่อไหร่ หอบเอาเเชมเปญ ยี่ห้อดังราคาสูงมาเป็นของไถ่โทษ เเถมด้วยการยอมรับอย่างซึ่งๆหน้าเลยว่าไปแอบเดตกันเล็กๆมาสองคน..
ฟ้าภายนอกมืดลงจนสนิท มองเห็นหมู่มวลดวงดาวเเละพระจันทร์อ้วนกลม เเทนพระอาทิตย์ที่ทอเเสง หากสิ่งที่ทำให้ค่ำคืนนี้สวยงามมากขึ้นคงหนีไม่พ้น ตัวละครเอกอย่างปุยหิมะใส เเละเจ้าต้นคริสต์มาสประดับที่ตั้งอยู่กลางห้องนี้ และเสีงหัวของความอบอุ่นเป็นเเน่
เมื่อทุกคนมาครบตาม งานจึงดำเนินไปได้ตามแบบแผน คือการที่ส่งคนตัวเล็กไปเป็นผู้ประดับดาวดวงใหญาลงบนยอดไม้..ตามด้วยการอธิษฐานความปรารถนาของตน แม้จะเกี่ยงงอนด้วยความเขินไปบ้าง เพราะคิดว่าตัวเองแก่เกินที่จะทำอะไรอย่างนี้ เเต่สุดท้ายแอนดี้ก็ปีนบันไดขึ้นไปติดอยู่ พร้อมกับขอพรให้ตัวเองเเละคนที่เขารักทุกคนไปด้วย..
เสร็จสิ้นจากการตรงนั้น ก็เป็นการเริ่มการกินเลี้ยงสังสรรค์ที่รอคอย อาหารที่บ้างก็สั่งมาบ้างก็ได้รับการเสกสรรจากพ่อครัวฝีมือเอกอย่างเฮซอง จนกลายเป็นอาหารเลิศรสได้ถูกลำเลียงไว้อย่างดีบนโต๊ะอาหารตัวยาว..ให้ทุกคนได้ลองลิ้มชมรสอย่างอิ่มหนำสำราญ โดยไม่ลืมที่จะพูดคุยและหยอกล้ออย่างสนุกสนาน..
“ฮ้า...อิ่มจะเเย่...”ดองวานพูดออกมาในขณะที่เอนตัวนั่งพิงโซฟาตัวนิ่ม รู้สึกท้องเเน่นจนกระดิกตัวเเทบไม่ได้
“นายเล่นกินเข้าไปขนาดนั้นไม่อิ่มได้ยังไงเล่า..”เฮซองหันมาพูด ตอนนี้เขาเริ่มสนิทใจกับทุกคนมากพอที่จะสามารถพูดคุยได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ
“ก็จริงของนาย เเต่นะ ไอ้ไก่งวงตัวนั้นเเหละ ทำฉันจุก เเต่ขอบอกว่านายทำโคตรอร่อยเลย”ดองวานไม่วายหันไปบอกคนหน้าสวยที่ยืนถือแก้วเเชมเปญใบสวยในมือ ทำท่าจะจิบๆ
“ใช่ๆๆ ขอเห็นด้วย จียงนั่งแทะกับพี่ดองวาน เหลือเเต่ก้างเลย..เนี่ย”จียงเป็นอีกคนที่เดินลากสังขารมานั่งแปะกองรวมกับแอนดี้อีกคน เเทบจะต้องให้เทมโปเป็นคนพาออกมา เพราะเดินไม่ไหวจริงๆ
หากคนตัวเล็กอีกคนที่ไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลย นั่งเล็มขนมเค้กในมือไปอย่างสบายอารมณ์ มีความสุขเหลือเกินเลย ตั้งเเต่เกิดมา เพิ่งเคยได้จัดงานสนุกแบบนี้เป็นครั้งแรก บรรยากาศก็อบอุ่นซะจนมีความสุขตั้งไม่รู้เท่าไหร่..
“นี่ๆทุกคน มีใครสนใจเล่นไพ่ซักเกมส์สองเกมส์ไหม...”จอนจินที่เดินออกมาทีหลังสุดบอกขึ้น ทำเอาทุกคนหันไปมองเป็นสายตาเดียว
ยกเว้นก็เเต่แอนดี้เท่านั้น เเต่ไหนเเต่ไรมา เด็กหนุ่มเคยลองเล่นกับเพื่อนบ้าง จนเเล้วจนรอดก็มีเเต่เสียตลอด จึงเป็นเหตุผลที่คนตัวเล็กจะไม่สนใจ เเละในความไม่สนใจนั้นหารู้ไม่เลยว่า การชวนเล่นการพนันนี้ มีอะไรแอบแฝงอยู่ด้วย...
“แอนดี้ นายเข้าไปเอากระเป๋าตังค์ให้หน่อยดีมันอยู่ในตู้เสื้อผ้าน่ะ”คนหน้าสวยวานน้องชายของตนใหเข้าไปหยิบของเล็กน้อย ซึ่งคนถูกวานก็รับทำอย่างว่าง่ายเช่นกัน..
**************************************************************************************
คนตัวเล็กเดินเข้ามารื้อคน เอาสิ่งของที่พี่ชายต้องการอยู่นานพอควร ก็ลืมถามเสียด้วยว่า เอาไปเก็บอยู่ที่ตรงซอกไหนของตู้ ค้นมันตั้งเเต่ชั้นใส่ถุงเท้า วางกระเป๋า ที่เเขวนเสื้อ ชั้นวางน้ำหอมก็ไม่มี ขี้คร้านจะตะโกนก็กลัวจะเสียมารยาทต่อหน้าคนอื่นประไร เเล้ววันนี้พี่ชายเขาไม่ต้องหมดตัวเสียก่อนจะเจอทุนหรือเนี่ย..
หากพอหาไปหามาได้เกือบสิบนาทีก็จนใจ..คงต้องออกไปถามจริงๆเสียเเล้ว เด็กหนุ่มจึงเดินอาดๆออกจากห้องนอนของตนอีกครั้งหมายใจว่าจะกลับไปขอร่วมวงเสียหน่อย...
แต่พออกมาจากห้องกลับพบแต่ความว่างเปล่า บัดนี้ห้องนั่งเล่นดูไร้ซึ้งสิ่งมีชีวิตเสียงดัง ไฟที่เคยสว่างก็ริบหรี่ลง มองแล้วชวนให้นึกตกใจ..ตาใสกวาดมองไปทั่วทุกที่ ก็ยังไม่เจอใครอยู่ดี เดินกลับเข้าไปในครัวก็ไม่มีใครซักคน คิดได้ดังในใจก็เริ่มเสียเสียแล้ว
“ตัวเล็ก..”เสียงเรียกเบาๆทำเอาคนโดนเรียกหันกลับไปมอง เห็นเพียงชายหนุ่มที่คุ้นตาเท่านั้น...
“พี่ คนอื่นไปไหนกันหมด ผมตกใจหมดเลย”คนตัวเล็กถามเสียงใส อย่างน้อยตอนนี้ก็ใจชื่นขึ้นมาเมื่อเห็นเอริคอยู่ตรงหน้าเขา
ร่างสูงกลับเพียงเเค่ระบายยิ้มอ่อนให้..ไม่ได้ตอบคำถามใดกับคนตัวเล็กนั้นเลย นอกจากทำเพียงเเค่เดินเข้ามาคนที่ยืนอยู่อย่างช้าๆ จนคนน่ารักได้เเต่เอียงคอน้อยๆด้วยความสงสัย ดูเเล้วยิ่งน่าเอ็นดู
เพียงเเค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็ถึงตัวพอดี...
“แอนดี้..นายมีความสุขไหมวันนี้”คำถามที่แสนธรรมดาถูกถามออกไปเมื่อชายหนุ่มมาถึงตัว แสงสีนวลเเละไฟริบหรี่ทำให้คนตัวเล็กต้องเพ่งมองอีกฝ่ายในความมืด เห็นเเต่ใบหน้าที่คมคาย นัยน์ตาที่เคยลึกลับ มาตอนนี้มีประกายเเพรวพราวอยู่ในที ราวกับมีมนต์สะกดไม่ให้หันหนีไปไหนได้
“ก..ก็มีความสุข..ซิ..”ไม่เคยได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้มาก่อนเลย หัวใจดวงเล็กเลยพลอยเต้นเเรง สูบฉีดเลือกพาลเเต่จะไหลเวียนไปเลี้ยงที่ใบหน้าเสียอย่างเดียว
“หรอ..แล้วชอบที่นี้ไหม..”คำถามที่สองถูกส่งไปอีกครั้ง คนฟังจึงได้เเต่เลิกค้วสูงไม่เข้าใจ...ซึ่งคนถามก็ยังคงส่งยิ้มอ่อนนั้นมาให้อยู่ไม่เสื่อม
“ชอบซิคับ..ชอบมากด้วย”แอนดี้ตอบออกไปตามความจริงทุกประการไม่มีปดในคำพูด ทำเอาคนฟังยิ้มออกมาอย่างกว้างขวาง ส่งให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นยิ่ง ดูดีมากว่าเคย ป่วนเอาใจน้อยๆของแอนดี้ให้เต้นโครมครามเสียงดัง ลืมไปเเล้วว่าเกิดอะไรขึ้น..กังวลเเต่เสียงใจตัวเองที่มันเต้นเเรงนั้น จะดังเสียจนคนที่ยืนอยู่ด้วยกันนี้ได้ยิน
“ถ้าอย่างนั้น..นายก็มาอยู่ด้วยกันกับฉันที่นี้เถอะนะ จากนี้ เเละตลอดไป”เอริคยกมือขึ้นจับปลายผมอ่อนนุ่มนั้นเบาๆ เน้นย้ำคำพูดอย่างหนักเเน่น เเสดงความรู้สึกที่มีผ่านดวงตาที่จ้องมองไปยังสายตาของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความจริงจัง..
“..อ..อ...”คนตัวเล็กแทบไม่เชื่อหูของตัวเองเลย ราวกับฝันไปก็ไม่ปาน หากความไม่เเน่ใจนั้นจึงอยากทบทวนอีกซักครั้ง..
“คือ..คือ..พี่...อ..เอ่อ..หมายถึง...”
“หมายถึง...แอนดี้ ฉันรักนาย..ไม่รู้นายจะชอบฉันบ้างไหม..”เอริคพูดคำที่ฟังดูธรรมดาๆนั้นออกไปชัดเจน..ตามด้วยรอยยิ้มหวานเช่นเดิม
ตอนนี้คนฟังนั้นทำได้เพียง ทวนคำพูดชายหนุ่มวนไปวนมาเรื่อยๆ ด้วยความสุขใจ คำว่ารัก..รัก.. เหมือนเสียงสายลมที่พัดแผ่วเบา ทว่าเมื่อพัดผ่านมานั้น..มิอาจลืมเลือนได้เช่นสายลม...กลับตราตรึงอยู่ในความทรงจำมิรู้เลือน เสมือนหนึ่งสลักลงบนหินผาใหญ่..
เกินต้านทานต่อสายตาคมคู่นั้นได้ แอนดี้จำต้องหลบลง ด้วยความเขินกระดากในที..มือกำเเน่นลงที่ชายเสื้อของคนที่ยังจ้องมองมาที่เขาอยู่
“ฉันรอคำตอบอยู่นะ ตัวเล็ก”เสียงทุ้มอ่อนนั้นเร่งรัดเบาๆ จนคนฟังอดไม่ได้ที่จะขบปากตัวเองน้อยๆ กับการใช้ความคิดหาคำตอบ ที่มีเเต่คำว่าตกลง
“เอ่อ.. ครับ..ช...ช..เอ่อ.ช...ช..โอ้ย...อืม..ช..ชอบ ชอบ!!”กว่าคำๆนี้จะหลุดปากออกมาได้เล่นเอาเหนื่อยเเสนเหนื่อย เเต่คำตอบนี้ก็คุ้มค่าพอที่จะรออดทนฟังเช่นเดียวกัน
“งั้น...ฉันขอจองล่ะนะ..”เอริคคว้าเอาของที่อยู่ในกระเป๋าออกมา เเล้วจึงนั่งคุกเข่าลง
“สัญญานะว่าบอกรักแล้วจะไม่คืนคำ..”เอริคถามย้ำอีกครั้ง หากคราวนี้น้ำเสียงเหมือนติดจะทะเล้นเล็ก ซึ่งคนตอบก็พยักหน้าเเทนเเรงๆ
ชายหนุ่มจึงบรรจงสวมของที่อยู่ในมือนั้นลงบนข้อเท้าอีกคน กำไลวงกลมสีเงินเรียบที่ดูเหมือนข้อมือขนาดบางซึ่งตรงปลายล๊อคนั้นมีเเม่กุญแจตัวเลกประดับเพชรเม็ดเล็กอยู่ด้วย ถูกสวมลงอย่างทะนุถนอม
“ถึงกับต้องล่ามผมไว้เลยหรอ..”แอนดี้เย้าอีกฝ่าย ชอบใจในของขวัญเเทนความรู้สึกนี้เหลือเกิน..
“ใช่ซิ รู้ไหมคนที่จะเอามันออกได้มีเเค่ฉันเท่านั้นนะ...”เอริคดึงตัวอีกคนเข้าหาเบา เอียงเเก้มเนียมขึ้น บรรจงจุมพิตลงบนแก้มใสนั้นอย่างอดไม่อยู่ โดยที่มือข้างว่าง นั้นโอบเอวเล็กเข้าหาตัว..
เคยคิดอยู่ว่าผิวที่เคยเห็นนั้นท่าจะเนียมนุ่มละมุนละไมเเค่ไหนกัน กลิ่นกายที่เคยได้สัมผัสก็ว่าหอมอยู่หรอก...หากตอนนี้ได้อยู่ใกล้ ได้ลิ้มลองรส นั้นยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้ทั้งหมดเหลือเกิน กลิ่นวนิลานั้น ชวนให้ลุ่มหลงจนไปอยากปล่อยอีกคนให้ห่างกาย ผิวเนียนใสนั้น ก็นุ่มดุจเเพรไหมชวนให้อยากจะสัมผัส จนนึกติดใจ..ไม่รู้เบื่อจริงๆ ..
คนตัวเล็กได้หัวเราะเบาๆ ด้วยความชอบใจ แอบจักจี้เล็กเมื่อร่างสูงกดจูบลงบนใบหน้า เเละสองข้างแก้มของเขาครั้งเเล้วครั้งเล่า..ตัวคนหอมเองนั้น พอได้ยินเสียงหัวเราะใสๆ ก็พาลยิ้มตามไปด้วยอีกคน
...ความรักนั้นทำให้คนสองคน เป็นสุขที่ได้เเบ่งปันความรอยยิ้มร่วมกันเช่นนี้หรอกหรือ...ถ้าอย่างนั้นขอรักกันไปจนตลอดชั่วกาลเถิด เพราะฉันอยากแบ่งความสุขเเละยิ้มหวานๆนี้ให้เธอคนดีของฉันตราบนานเท่านาน...
***************************************************************************************
TBC





หวานกันจนน่าอิจฉาเล้ย
ป๋าบอกรักดี้ได้หวานจิงๆ ซึ้งมากๆ
น่ารักสุดไปเลย
อัพต่เร็วนะคะจาอ่านต่อคร่า
นี่มี่มารอเช็คดูว่าพี่อัพรึยังทุกวันเลยนะค้ะเนี่ย